มะเร็งรังไข่หมายถึง เซลล์ร้ายที่เกิดในอวัยวะรังไข่ ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งที่พบเสมอในอวัยวะสืบพันธ์สตรี เนื่องจากเนื้อเยื่อ และ ระบบการทำงานคัดหลั่งของรังไข่ที่มีอาการยุ่งยากซับซ้อน ฉะนั้น การตรวจเนื้องอกเป็นประเภทแรกหรือร้ายแรง ถือเป็นสิ่งที่มีความลำบาก และเมื่อได้วินิจฉัยโรค เซลล์มะเร็งส่วนมากก็กระจายไปยังอวัยวะที่ใกล้เคียงแล้ว
อัตราตายจากโรคเนื้อร้ายรังไข่ ถือเป็นโรคอันดับที่ ๑ ของเนื้องอกสตรี และกลายเป็นเนื้องอกที่สร้างความรุนแรงในชีวิต และสุขภาพของสตรี หลังจากได้วินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มีจำนวนผู้ป่วยระยะสุดท้าย ประมาณ๒ใน๓ ฉะนั้น อัตราผู้ป่วยที่ได้ดำรงชีวิตอีก ๕ ปีข้างหน้า มีแต่ 20%~30% ส่วนผู้ป่วยที่ได้ดำรงชีวิตอีก ๓ ปีข้างหน้าก็น้อย อายุยิ่งสูง อัตราตายจากมะเร็งรังไข่ก็ยิ่งสูง
แต่สิ่งที่ยังมีความหวังคือ มะเร็งรังไข่ได้ค้นพบเร็ว และใช้เทคนิคที่ทันสมัยรักษา จะมีผลประโยชน์ไปยังด้านการรักษา เพื่อให้ชีวิตของสตรีดำรงไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย
๑ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มสตรีที่มาจากประเทศที่มีอุตสาหกรรมพัฒนาอย่างดี และวงสังคมชั้นสูง มีโอกาสสูงที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโคเลสเตอรอลจากอาหารที่รับประทาน นอกจากนั้น รังสีไอออไนซ์ แร่ใยหิน และแป้งทัลคัม จะทำให้โอกาสเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้น ส่วนการสูบบุหรี่และการขาดวิตามิน A、C、E อาจมีความสัมพันธิ์กับโรคด้วย
๒ ปัจจัยด้านระบบการคัดหลั่งของมะเร็งรังไข่เป็นโรคที่พบเสมอของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน หรือยังไม่ได้ตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์มีประโยชน์ต่อทางด้านการป้องกันโรคมะเร็งรังไข่ จากรายงานทางการแพทย์ที่เห็น การตกไข่เป็นรายวัน จะทำให้ผิวของรังไข่ถูกทำลายซ้ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่เกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ นอกจากนั้น การเป็นโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และโรคมะเร็งรังไข่พร้อมกันได้อย่างง่าย เพราะโรคที่ดังกล่าว ๓ ประเภทนี้ มีความพึ่งพาอาศัยกับ ระบบการคัดหลั่ง
๓ ปัจจัยด้านพันธุกรรม ครอบครัวหรือผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยตรงของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่
มะเร็งรังไข่มักเกิดในอวัยวะรังไข่ที่ทำงานได้อย่างไม่สมบูรณ์ เช่น ประจำเดือนครั้งแรกช้าเกิน การหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร การปวดประจำเดือน โสด การทำแท้งบ่อยๆ และกลุ่มที่มีประวัติครอบครัว
โรคมะเร็งรังไข่ได้พบทุกวัย ซึ่งอายุยิ่งสูงมาก ยิ่งมีโอกาสเป็น โรคมะเร็งรังไข่มักพบในช่วงวัยทอง และช่วงหมดประจำเดือนของสตรี โรคมะเร็งรังไข่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออายุหลัง๔๐ปี สำหรับกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสสูงเป็นโรคมะเร็งจะอยู่ช่วงอายุระหว่าง 50-60 ปี ส่วนเป็นโรคมะเร็งได้น้อยลงทีละ นิด ๆเมื่ออายุหลัง70ปี
สำหรับกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสสูงเป็นโรคมะเร็งรังไข่ ควรต้องสนใจอาการมะเร็งระยะแรก เพื่อค้นพบอาการ และรักษาโรคมะเร็งรังไข่ได้ทันในระยะแรก
๑ อาการแน่นท้องเป็นอย่างต่อเนื่อง
๒ อาการประจำเดือนผิดปกติหรือหมดประจำเดือน และยังมีอาการเลือดออกทางช่องคลอด
๓ อาการซูบผอมเกิดในระยะสุดท้าย
๑ มีก้อนเนื้อที่ติดสองข้างของด้านล่างท้อง
๒ มีก้อนเนื้อที่ไม่สามารถเคลื่อไหวได้
๓ มีน้ำในท้องค่อนข้างเยอะ และเป็นน้ำผสมกับเลือด
๔ มีอาการเบื่ออาหารเป็นระยะเวลายาว อาการซูบผอมและอาการเหนื่อยที่เกดิขึ้นเป็นต้น
บางครั้งโรคอย่างอื่นก็อาจมีอาการที่คล้ายๆมะเร็ง และไม่ได้แสดงว่าเป็นโรคมะเร็งอย่างแน่นอน เนื่องจากอาการมะเร็งในระยะแรกเกิดอย่างไม่ชัดเจน และไม่ต่อเนื่อง ฉะนั้น ถ้ามีอาการที่ดังกล่าวเกิดขึ้น ควรต้องตรวจสอบ ค้นพบ และรักษาโรคให้ทันในระยะแรก
การใช้เทคนิคภาพวินิจฉัยโรคได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเกิดผลประโยชน์ต่อทางด้านการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ สามารถช่วยตรวจวินิจฉัยโรคตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพที่มีการเป็นโรคกลับและปัญหาที่อาจต้องประสบต่างๆเป็นต้น
๑ การตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ ซึ่งวิธีนี้สามารถรับทราบได้ก้อนเนื้อในอุ้งเชิงกรานอยู่ส่วนไหน ขนาดเป็นอย่างไร และประเภทไหน
๒ การตรวจด้วยเอกซเรย์ ซึ่งวิธีนี้สามารถรับทราบได้ก้อนเนื้อในอุ้งเชิงกรานอยู่ส่วนไหน เป็นเนื้องอกประเภทไหน เพื่อวินิจฉัยเนื้องอกอยู่ช่วงระยะไหน และมีผลประโยชน์ต่อการตรวจหลังทำการผ่าตัด
๓ การตรวจด้วยซีที และเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้าเอ็ม อาร์ไอ (MRI)
๔ การทำ Biopsy การตัดชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้องทางช่องท้อง เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ การทำ Biopsy ซึ่งถือเป็นวิธีทางเดียวที่สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ได้อย่างแม่นยำ การวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ในระยะแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความลำบาก ฉะนั้นควรต้องใช้วิธีการต่างๆมาตรวจด้วย ค้นพบ ถึงจะได้วินิจฉัยทันเวลา
|
การแบ่งเป็นระยะ |
สภาวะการกระจาย |
อัตราการมีชีวิตอยู่ได้อีก ๕ ปี |
|
ระยะที่ 1 |
เนื้องอกอยู่ที่รังไข่ และ เป็นโรคมะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรก อัตราการมีชีวิตอยู่ได้อีก ๕ ปีคือ |
90% |
|
ระยะที่ 2 |
เนื้องอกมีการเปลี่ยนแปรง และมี การกระจายไปยังรังไข่ข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้างตามการแพร่กระจายของช่องทางเชิงกราน อัตราการมีชีวิตอยู่ได้อีก๕ ปีคือ |
70% |
|
ระยะที่ 3 |
เนื้องอกมีการเปลี่ยนแปรง และมี การกระจายไปยังรังไข่ข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้างตามการแพร่กระจายของนอกช่องทางเชิงกราน หรืออาจจะมี อัตราการมีชีวิตอยู่ได้อีก๕ ปีคือ |
60% |
|
ระยะที่ 4 |
มีการกระจายไปตับหรืออีกที่อื่นๆที่มีระยะไกล อัตราการมีชีวิตอยู่ได้อีก๕ ปีคือ |
17% |
โรคมะเร็งรังไข่แบ่งเป็นระยะจะมีประโชน์ต่อแผนการรักษาและประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งบริเวณ ขนาด และการกระจ่ายของเนื้องอกจะส่งผลกระทบต่อแผนการรักษาที่แพทย์เลือก นอกจากนั้น อายุ ระยะเวลาประจำเดือน และสภาวะสุขภาพของผู้หญิงก็อาจส่งผลกระทบต่อแผนการรักษาและการประเมิณผลหลังรักษา
การจัดแผนการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ ควรต้องพิจารณาทางด้านอายุ สถานภาพสมรส ประเภทของเนื้อเยื่อ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ ขนาดของก้อนเนื้อ เป็นต้น
วิธีการผ่าตัด ①การตัดทิ้งเนื้องอก (รวมทั้งท่อนำไข่และรังไข่เป็นต้น) ②การตัดทิ้งเนื้องอกที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่ ③การตัดทิ้งเครื่องในของช่องทางเชิงกราน ในขณะเซลล์มะเร็งมีการกระจาย
การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดสามารถใช้ควบคู่กับเคมีบำบัด และรังสีรักษา โดยใช้ radioactive rays และตัวยาเคมีทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อมีโอกาสสูงหายได้
วิธีการผ่าตัดแบบบุกรุกน้อยสุดต่างๆ ได้แก่ เทคโนโลยีการจี้ไอเย็น เทคโนโลยีรักษาแบบคีโมเฉพาะส่วน เทคโนโลยีการฝังแร่ เทคโนโลยีการแพทย์ผสมผสานจีน-ตะวันตก และเทคโนโลยียีนบำบัด เป็นต้น โดยวิธีที่ดังกล่าวมีแผลเล็ก ไม่มีทุกข์ทรมาน และสามารถทำลายเซลล์เนื้องอกได้อย่างแม่นยำ
การแพทย์แผนจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีการพัฒนาทางการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง การรักษาแบบแพทย์แผนจีนมีผลปรับตัวร่างกายของผู้ป่วยให้อยู่ในสภาพเสมอ และสามารถช่วยต้านมะเร็งอย่างเด็ดขาด หลังจากได้ผสมผสานการแพทย์แผนจีนกับแผนตะวันตกแล้ว ถือเป็นวิธีการรักษาใหม่ที่มีผลประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีอื่นๆ การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการแพทย์ผสมผสานจีน-ตะวันตก มีวิธีการสำคัญสี่วิธี ได้แก่ การสวนใส่ยาจีนทางหลอดเลือดแดงอย่างต่อเนื่อง การดูดยาจีนละออง การหยดยาจีนอุ่น และการฉีดยาจีนทางจุดแทงเข็ม วิธีการดังกล่าว ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีวิธีการรักษามะเร็งแบบผสมผสานอย่างทันสมัย
การดูแลรักษาทางชีวิตประจำวัน
มีชีวิตเพศอย่างพอสมควรได้ แต่ช่วงเวลาเคมีบำบัดและหลังผ่าตัดควรห้าม โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายควรต้องเหลีกเลี่ยงชีวิตเพศ
มีนิสัยการรับประทานอาหาร และวิถีชีวิตที่ดี
การดูแลรักษาทางจิตใจ
ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว และเพื่อนๆ โดยสามารถสร้างความมั่นใจได้ทางด้านการรักษา
การตรวจร่างกายเป็นประจำ ซึ่งตามแพทย์ที่สั่งไว้