มะเร็งผิวหนังหมายถึงการที่บริเวณผิวของเราเกิดเนื้องอกร้ายขึ้น โดยมักจะเกิดในส่วนที่โผล่ออกมาของร่างกาย เช่น ศีรษะ ใบหน้า คอ มือ หลัง เป็นต้น เป็น81.1%ของโรคทั้งหมด
กลุ่มคนที่มีโอกาจะเป็นมะเร็งผิวหนังมากที่สุด
มะเร็งผิวหนังมักจะเป็นกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในช่วงอายุ51-60ปีจะมีโอกาสเป็นมากที่สุด และเพศชายก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง อยู่ในอัตราส่วน 2:1หนึ่งในนั้นคนขาวก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากที่สุดด้วย
มะเร็งBasal cell กับมะเร็งSCCนั้นมีอาการที่คล้ายคลึงกันมาก โดยในตอนแรกอาจจะเป็นจุดด่างดำเล็กๆบริเวณผิวเผินแต่จะแดงหรือค่อนข้างขาวกว่าบริเวณรอบๆ และอาจจะบวมในขนาดเล็กหรือมักจะมีเลือดออกได้ง่าย หรืออาจจะเป็นแผลผุพองที่หายช้าหรือไม่หายเลย
1.ตรวจสอบจากฝ่ามือ นิ้ว ช่วงนิ้วมือ ด้านหน้าและหลังของแขน ข้อพับต่างๆ
2.ตรวจสอบจากด้านหน้าของร่างกาย บริเวณท้อง อวัยวะเพศ ต้นขา น่อง ใบหน้า ลำคอและหน้าอก
3.ตรวจสอบจากด้านข้างของร่างกาย ให้ยกมือขึ้นแล้วตรวจจากบริเวณฝั่งซ้ายแล้วจึงตรวจสอบฝั่งขวา
4.หันหลังให้กระจก จากนั้นให้ถือกระจกอีกอันไว้ในมือเพื่อส่องด้านหลังของลำคอ ใบหลัง สะโพก แต่ถ้าไม่สะดวกสามารถให้สามี ภรรยาหรือเพื่อนมาช่วยตรวจได้
5.ให้ผู้อื่นช่วยใช้หวีมาแบ่งเส้นผมออกเพื่อความสะดวกในการตรวจดูผิวหนังที่ศีรษะว่ามีส่วนใดน่าสงสัยหรือไม่ ถ้าเป็นเพศชายก็จะมีผมค่อนข้างสั้นจึงสามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้
6.นั่งลงแล้วตรวจสอบบริเวณหลังเท้า ข้อเท้า นิ้วเท้าและฝ่าเท้า จากนั้นให้ใช้กระจกมาส่องข้อพับของขาทั้งสองในทุกๆมุมว่ามีส่วนใดมีอาการของโรคหรือไม่ และเมื่อพบว่ามีส่วนใดที่ผิดปกติก็ควรที่จะรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที
1.ผู้ที่มักจะทำกิจกรรมภายนอก
2.ในครอบครัวมีคนมากกว่าสองคนเคยเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
3.สีของลูกตาค่อนข้างอ่อน
4.เส้นผมออกเป็นสีแดงและทอง
5.บนผิวหนังมีจุดด่างตำต่างๆได้ง่าย
6.เคยได้รับการบาดเจ็บที่ผิวหนังจากการตากแดดในสมัยเด็ก
7.ผู้ที่มักจะต้องสัมผัสกับยางมะตอย น้ำมันดิน น้ำมันถ่านหินในเวลาทำงานบ่อยๆ
เพราะมะเร็งผิวหนังนั้นเกิดขึ้นที่ผิวเผินของร่างกาย ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยจึงเป็นการตรวจดูด้วยสายตาของแพทย์ แพทย์ผิวหนังที่ค่อนข้างมีประสบการณ์เมื่อดูแล้วก็สามารถทราบได้ทันทีว่าเนื้องอกบนผิวนั้นเป็นแบบดีหรือร้าย ถ้าแพทย์สงสัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังก็จะมีการตัดส่วนเล็กๆออกมาเพื่อทำการทดสอบให้แน่ใจว่าเนื้องอกนี้ได้กลายเป็นมะเร็งหรือไม่
1.ผ่าตัด การรักษาด้วยการผ่าตัดถือว่าเป็นตัวเลือกแรกในการรักษามะเร็งผิวหนัง ถ้าหากมีการผ่าตัดออกไปได้อย่างเหมาะสมก็สามารถที่จะบรรลุถึงผลลัพธ์การรักษาที่ดีได้
2.เคมี วิธีการรักษาแบบเคมีเป็นหนึ่งในวิธีของการรักษามะเร็งผิวหนัง
3.ฉายแสง กลุ่มผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอจะไม่เหมาะสมกับการรักษาแบบผ่าตัด ปกติแล้วจะเลือกการรักษาแบบฉายแสง แต่ควรที่จะต้องระวังอวัยวะโดยรอบด้วย
4.การรักษาแบบมีบาดแผลเล็กสุด เป็นการรักษาที่มาเติมเต็มความไม่เพียงพอของการผ่าตัดและการรักษาด้วยเคมีแบบดั้งเดิม ในขณะที่ฆ่าเซลล์เนื้องอกให้ตายก็จะต้องมีการฟื้นฟูประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายให้สามารถยับยั้งการเกิดตัวและการรุกรามของเนื้องอกได้ โดยมีข้อดีอยู่ที่ไม่ต้องผ่าตัดและเสียเลือดน้อย
การรักษาด้วยแพทย์แผนจีนสามารถทดแทนส่วนที่ไม่เพียงพอของการรักษาแบบผ่าตัด ฉายแสงและเคมีได้ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาข้างต้นแล้วยังช่วยลดผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้มีมากขึ้นจนเกิดผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
1.การกินหลังผ่าตัด หลังจากที่ทำการผ่าตัดมะเร็งผิวหนังแล้วจะเสียเลือดมาก จึงควรที่จะเลือกอาหารที่บำรุงเลือดเช่น ข้าวJaponica ถั่วแขก พุทรา เห็ดหอม แครอท โจ๊กรากบัว ถั่วต่างๆ Common Yam Rhizome เป็นต้น
2.การกินหลังฉายแสง ในการฉายรังสีจะทำให้ของเหลวในร่างกายถูกเผาผลาญไปมาก จึงควรที่จะทานอาหารที่ช่วยบำรุง เช่น ผักผลไม้สดๆอาทิ ใบปอ ผักกาดขาว รากบัว ลูกแพร์ขาว กล้วยหอม องุ่น เป็นต้น
3.การกินหลังการรักษาเคมี การรักษาแบบเคมีนั้นจะทำร้ายทั้งพลังชี่และเลือดในร่างกายจึงควรที่จะทานอาหารที่ช่วยบำรุง เช่น วอลนัท เห็ดหูหนูขาว เห็ดหอม โจ๊กCoixSeed Chinese Water chestnut เป็นต้น
1.ผู้ป่วยควรเลี่ยงจากการตากแดด
2.ถ้าพบว่ามีอาการของโรคกลับมาควรที่จะรีบไปพบแพทย์และรับการรักษาโดยด่วน
3.เพราะมะเร็งผิวหนังมีแนวโน้มหลายอย่าง ในขณะที่ดูแลผู้ป่วยจึงควรที่จะพิจารณาดูผิวหนังทุกๆส่วนอย่างละเอียด โดยเฉพาะหลังใบหูและบริเวณอับ
ผลจากการปฏิบัติจริงยืนยันแล้วว่าจากแผนกศัลยกรรมเนื้องอก แผนกอายุรกรรมเนื้องอก แผนกหลักการของโรค แผนกรูปภาพ แพทย์ยาชารวมไปถึงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญและแผนกอื่นๆที่มีความรู้เฉพาะด้านในการรักษาของโรงพยาบาลสามารถที่จะวางแผนการรักษาที่มีผลลัพธ์ มีความเหมาะสมอีกทั้งมีราคาประหยัดที่สุดให้กับคนไข้ จนบรรลุถึงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษาโรคมะเร็งให้กับผู้ป่วยได้
จากระบบการรักษาแบบหนึ่งสถานีของโรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่กว่างโจวได้มีการรักษาและวินิจฉัยโรคจากการรวมกันของหลายปัจจัย และเพื่อเป็นการไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลก็จะให้การบริการทางการรักษาที่ดีที่สุดกับผู้ป่วย ในอีกด้านก็จะเพิ่มระดับผลการรักษาให้สูงขึ้นไปตามลำดับ นอกจากนี้แล้วยังเพิ่มวิธีการติดต่อพูดคุยกันระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ให้หลากหลายมากขึ้นด้วย เช่น การสอบถามออนไลน์ อีเมลล์ โทรศัพท์หรือการพูดคุยกันต่อตัวเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทุกท่านให้สามารถต่อต้านกับโรคมะเร็งได้อย่างดีที่สุด ส่วนกลุ่มผู้รักษาที่จะค่อยให้การรักษาผู้ป่วยนั้นจะประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กล่าวคือ แพทย์ พยาบาล นักโภชาการรวมไปถึงล่ามที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ป่วยที่มาจากหลากหลายประเทศได้เป็นอย่างดี และภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผู้ป่วยสามารถรับรู้ถึงรายละเอียดแบบนี้ก็ทำให้ทุกท่านสามารถวางใจเข้ารับการรักษาจากทางโรงพยาบาลได้